เจ้าชีวิตอ้าว (พระเจ้ากาวิโลรส สุริยะวงศ์)

เสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่เกือบทำให้ชาวลานนาต้องขึ้นตรงกับพม่า
            เมื่อประมาณปี พ.ศ.2407 พระเจ้ากาวิโลรส (เจ้าชีวิตอ้าว) ได้ช้างเผือกมา 2 เชือก ฝ่ายกรุงอังวะทราบข่าว ก็คิดจะทำการให้ฝ่ายเชียงใหม่กับสยามแตกแยกกันมากขึ้น จึงให้เจ้าเมืองนายไปขอซื้อช้าง 2 เชือกดังกล่าว เพื่อนำไปถวายเจ้ากรุงอังวะ เจ้ากาวิโลรสก็ใจนักเลงกล่าวว่า “แค่ช้าง 2 เชือก จะคิดเป็นเงินเป็นทองอะไรกัน เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน ยกให้เปล่าๆ ไปเลย” เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้แต่งท้าวขุนนางผู้ใหญ่เมืองเชียงใหม่ พร้อมไพร่พลอีก 50 คน คุมช้าง 2 เชือก ไปยังกรุงอังวะ พร้อมประกาศให้บ้านหรือแคว่นใดก็ตามที่ช้างผ่าน ต้องสร้างโรงช้าง และที่พักขุนนางเป็นอย่างดี หากใครไม่ทำตาม จะต้องโทษสถานหนัก ทุกบ้านทุกแคว่นก็ทำตามเพราะกลัวอาชญาเจ้าชีวิตอ้าวเป็นอย่างยิ่ง
            การเดินทางประมาณ 20 กว่าวันก็ถึงกรุงอังวะและก็ถวายช้างเผือกให้พระเจ้าอังวะ พระเจ้าอังวะเห็นเข้าทาง ให้ถือว่าพระเจ้าเชียงใหม่มาถวายช้างเป็นการขอขึ้นกับพม่า  จึงได้แต่งราชทูต พร้อมข้าวของเงินคำ อันประกอบด้วยแหวนทับทิมอย่างดี เสื้อไหมม่านเมืองอย่างดีหลายพับ ชานหมากเครื่องเขินของมีค่า อีกมากมาย มาตอบแทนเจ้าเมืองเชียงใหม่
            พอมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็เข้าไปถวายสิ่งของแบบราชทูตของกษัตริย์  เป็นพิธีการใหญ่ ทำให้เจ้าชีวิตอ้าว เจ้าเมืองเชียงใหม่ตกใจยิ่งนัก แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธการมาของราชทูตกรุง  อังวะได้ หลังจากราชทูตกรุงอังวะกลับไปแล้ว เจ้าเมืองเชียงใหม่ก็กลัวข่าวจะรั่วไหลไปถึงสยาม ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 4 เจ้าชีวิตอ้าวจึงสั่งประหาญล่ามพม่า พร้อมครอบครัวทั้งหมด ซึ่งก็เป็นพ่อค้าที่อยู่ในเชียงใหม่นั่นเอง
            เรื่องดังกล่าวได้อยู่ในสายตาของกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กับเจ้าชีวิตอ้าว อันได้แก่พระยาอุปราชธรรมปัญโญ พระยาน้อยหน่อคำ พญาราชบุตรหนานสุริยวงศ์ พอได้ทราบข่าวโดยละเอียด ก็ทำรายงานเรื่องดังกล่าวไปยังกรุงเทพ เมืองหลวงของสยามทันที
            เจ้าชีวิตอ้าวได้ทราบเรื่องดังกล่าว ก็มาปรึกษากับพระยาบุรีรัตน์ ซึ่งเป็นญาติคนสนิท ทั้งสองก็ตกลงกันว่า “ ถ้าสยามจะยับตั๋วเอาไปฮับโต๊ดยังกรุงเตป   ก่อจะขอสู้ต๋าย     ต๋ายอ้วนดีกว่าต๋ายผอมบ๊ะ” ทั้งสองตกลงกันอย่างนั้น
            ฝ่ายสยามในรัชกาลที่ 4 ได้ทราบเรื่องราวจากรายงาน ได้มีคำสั่ง ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด อันได้แก่ผู้ฟ้อง และผู้ถูกฟ้องเดินทางไปสอบหาข้อเท็จจริงในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2409 ซึ่งก่อนไป เจ้าชีวิตอ้าวได้กล่าวกับแม่ทัพนายกองและขุนนางชาวเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเจ้าเมืองเป็นอย่างมาก โดยเจ้าเมืองเชียงใหม่บอกให้รอฟังข่าวจากกรุงเทพฯ หากตัวของพระองค์เป็นอะไรไปก็ดี ให้ทุกคนฟื้นสยาม แล้วให้หันไปขอกำลังจากหมู่ม่านที่กรุงอังวะ หรือฝรั่งอังกฤษที่อินเดีย (ซึ่งมาติดต่อกับเชียงใหม่อยู่ตลอดมา) ต่อไป
            ฝ่ายสยามก็รู้เรื่องความเป็นจริงทั้งหมด เมื่อปรึกษากันแล้วก็แกล้งสืบสวนไปตามเรื่อง พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้การว่า ช้างเผือก 2 เชือกนั้น เดิมเจ้าเมืองนายต้องการซื้อ แต่เห็นว่าค่าซื้อช้างเป็นเงินเพียงเล็กน้อย เกรงจะเสียเกียรติยศ จึงมอบให้เปล่าๆ ต่อมาเจ้าเมืองนายกลับนำไปถวายพระเจ้าอังวะอีกต่อหนึ่ง พระเจ้าอังวะจึงคุมสิ่งของมีค่ามาตอบแทนดังกล่าว แล้วพระเจ้ากาวิโลรส ก็นำสิ่งของที่พระเจ้าอังวะนำมาถวายให้รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 ก็มีราชโองการว่า “ของนี้ เจ้าอังวะให้แก่เจ้าเชียงใหม่ เจ้าเชียงใหม่ก็เอาไว้เถิด ขอรับไว้แต่แหวนทับทิมวงเดียว พอไม่ให้พระเจ้ากาวิโลรสเสียใจ” แล้วก็ให้เสนาบดีสยามพิจารณาความไปตามปกติ
            การพิจารณาความในครั้งนั้น หาได้พิจารณาตามเรื่องราวที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ แต่พิจารณาในลักษณะการทูตและการปกครอง เนื่องจากในสมัยนั้น พม่าเอาอกเอาใจชาวเชียงใหม่ยิ่งนัก อีกทั้งประชาชนชาวเชียงใหม่คุ้นเคย และเป็นมิตรกับพม่ามากกว่าชาวสยาม ยิ่งในสมัยนั้น เจ้าชีวิตอ้าวมีอำนาจมากในลานนา แม้ฝรั่งต่างชาติก็ขยาดหวาดกลัว จึงพร้อมใจกันพิจารณาตัดสินไปว่า “พระเจ้ากาวิโลรส สุริยวงศ์ ยังหาความผิดในข้อใหญ่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้” พระเจ้าเชียงใหม่จึงเป็นฝ่ายชนะ เจ้าชีวิตอ้าวจึงพาพรรคพวกเดินทางกลับมาปกครองเมืองเชียงใหม่เช่นเดิม          
            ส่วนฝ่ายฟ้องร้อง อันได้แก่ราชบุตรนายน้อยมหาวงษ์ หนานมหาเทพ น้อยเทพวงษ์ ได้ถูกให้กักตัวไว้ที่กรุงเทพ ให้รับราชการที่กรุงเทพต่อไป จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เมืองเชียงใหม่ในสมัยเจ้าชีวิตอ้าวไม่ก่อกบฏต่อสยาม อยู่ร่วมกันสืบต่อมา ซึ่งหลังสมัยเจ้าชีวิตอ้าว ก็เกิดกบฏลุกขึ้นต่อต้านชาวสยามอยู่หลายครั้ง เช่น กบฏผญาผาบ กบฏเงี้ยว เป็นต้น

                                                                                    หนานหวาด...ผู้เล่าและเรียบเรียง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าชีวิตอ้าว (พระเจ้ากาวิโลรส สุริยะวงศ์)